Our blog still in the progress of reconstructing theme.
We are sorry for an inconvenience while watching.
 
 

สวัสดีครับทุกคน

entry คราวนี้นั้น เกิดขึ้นโดยมีเหตุสืบเนื่องมาจาก entry "วันแรกกับชีวิต ABAC"

ซึ่งเป็น entry แรกของ blog ตั้งแต่เปิดมา และเป็น entry ยอดนิยมที่สุด ของ blog ผมเลย

(ผ่านมา 2 ปี ยังมีคน comment อีกนะ )

สำหรับ entry นี้นั้น ผมจะพูดคร่าวๆ และตอบปัญหาเล็กๆน้อยๆ ที่ถามกันมาละกันนะครับ

พวกเรื่องการเข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University)  หรือ ABAC

แล้วก็จะขอพูดเฉพาะ การศึกษาระดับปริญญาตรี สำหรับคนไทยเท่านั้นนะครับ 

 

 

รายละเอียดทั้งหมดใน Entry นี้ประกอบด้วย

- 1. Introduction (คำนำเบื้องต้น)

- 2. How to apply and when to apply? (วิธีการสมัครเข้าเรียน)

- 3. Bachelor degree (สาขาการเรียนการสอน ระดับปรีญญาตรี)

- 4. Semester fees (ค่าเทอม)

- 5. Study and Grading System (ระบบการเรียนและการให้คะแนน)

- 6. Time to Graduate (ช่วงเวลาในการเรียนจบ)

- 7. Place and Environment (สถานที่และสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัย)

 

 

 

Introduction

 

 

เริ่มกันที่ตราของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Coat of arm) ดูๆ ไปก็เท่ดีนะ ฮะ ฮะ

มี คำขวัญ (Motto) อยู่้ว่า Labor Omnia Vincit (ความขยันชนะทุกสิ่ง)

ABAC เป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งแรกในประเทศไทย (International University)

คำว่า มหาวิทยาลัยนานาชาติ ก็หมายความว่า สอนด้วยภาษาอังกฤษทั้งหมดนั่นแหละครับ

ซึ่ง หนัีงสือ, จดหมาย, ใบเสร็จรับเงิน, ประกาศ, บัตรนักศึกษา ฯลฯ จะเป็นภาษาอังกฤษนะ

ดังนั้นถ้าต่อจากตรงนี้ไปผมเขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วอ่านไม่ออก ก็ทำใจนะครับ ฮา~

 

 

How to apply and when to apply?

 

Step 1 : ตรวจสอบช่วงเวลารับสมัคร

ช่วงเวลาในการรับสมัครนักศึกษาใหม่นั้น จะมี 2 ช่วงด้วยกัน คือ ต้นปี กับ กลางปี

เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Application filling periods for 1/2009 (Term/Year)

ต้นปี ก็จะเปิดรับช่วง ต้นเดือนมกราคม จนถึง กลางเดือนมีนาคม (เดือน 1 ถึงเดือน 3)

กลางปี ก็คือช่วง กลางกรกฎาคม จนถึง ต้นเดือนกันยายน (เดือน 7 ถึงเดือน 9)

 

Step 2 : ติดต่อกับทางมหาวิทยาลัย

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ผมแนะนำว่าให้ไปติดต่อที่มหาวิทยาลัยโดยตรงเลยจะดีที่สุด

ซึ่งทางมหาวิทยาลัย จะมีห้องรับรองไว้ติดต่อโดยเฉพาะ โดยไปติดต่อได้ 2 ที่ ดังนี้นะครับ

1. มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตหัวหมาก (Hua Mak Campus)

592/3 Ramkhamhaeng 24,   (๕๙๒/๓ รามคำแหง ๒๔)
Hua Mak, Bangkok   (หัวหมาก, กรุงเทพ)
Thailand 10240   (ประเทศไทย ๑๐๒๔๐)
Tel. (662) 300-4553 to 62
Fax. (662) 300-4563

เป็นวิทยาเขตที่ค่อนข้างเล็กตามความเห็นผม ใหญ่กว่าพวกโรงเรียนมัธยมปลายนิดหน่อย

ผมแนะนำให้มาติดต่อที่นี้นะครับ เพราะว่ามันค่อนข้างจะใกล้กว่า ก็ึึคงจะประหยัดค่ารถกว่า

ซึ่งวิทยาเขตนี้จะอยู่บริเวณถนนด้านหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั่นแหละ

2. มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi Campus)

88 Moo 8 Bang Na-Trad Km. 26   (๘๘ หมู่ ๘ บางนาตราด กิโลเมตรที่ ๒๖)
Bangsaothong, Samuthprakarn   (บางสาธร, สมุทปราการ)
Thailand 10540   (ประเทศไทย ๑๐๕๔๐)
Tel. (662) 723-2222
Fax. (662) 707-0395

แค่เห็น address ก็คงจะงงกันแล้วล่ะมั้งครับ ว่ามันอยู่ส่วนไหนของประเทศไทย 55

ก่อนหน้านี้จะเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า วิทยาเขตบางนา (Bang Na Campus)

เป็นวิทยาเขตที่ใหญ่มากๆเลยล่ะ เพิ่งสร้างมาได้ไม่นานและก็กำลังสร้างเพิ่มอยู่ด้วย 

ผมคงบอกได้แค่ว่ามันตั้งอยู่เลย สนามบินสุวรรณภูมิ ไปอีกนะ ถ้าเดินทางจากกรุงเทพ

 

Step 3 : ซื้อใบสมัคร, กรอกแบบฟอร์ม, และยื่นเอกสารสำคัญ

หลังจากที่ไป ถึงห้องรับรองของมหาวิทยาลัย ก็ซื้อใบสมัครได้ที่นั่นเลยล่ะครับ

ราคาของใบสมัครจะประมาณ 500 บาท มั้งนะ ถ้าผมจำไม่ผิด (ถ้าผิดก็ขอโทษด้วยนะครับ)

โดยจะมีหนังสือคู่มือ (ฺีBulletin) แถมมาให้ด้วยนะครับ หนาประมาณ 450 หน้า พิมพ์สี สวยดี

ภายในจะประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับรายวิชา ของแต่ละคณะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าเอามาอ่าน

ก็จะรู้ว่าีแต่ละึึคณะ มีวิชาอะไรให้เรียนบ้าง แล้วในแต่ละวิชา เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

หลังจากตัดสินใจเลือกคณะได้แล้วก็กรอกข้อมูล ลงในใบสมัครพร้อมทั้งยื่นส่งเอกสารสำคัญ

ซึ่งก็คือพวก สำเนาทะเบียนบ้าน, สำ้เนาบัตรประชาชน, สำเนาใบจบการศึกษา, สำเนารูปถ่าย

ก็น่าจะมีประมาณนี้นะครับ สำหรับกรณีปกติ ถ้ามีกรณีอื่นๆ เช่น เปลี่ยนชื่อ ก็ต้องใช้เอกสารเพิ่ม

เพียงเท่านี้ คุณก็ถือว่าได้เข้า่มาในรั้วมหาวิทยาลัย ครึ่งตัวแล้วล่ะครับ 

 

Step 4 : เข้ารับการสอบทันที พร้อมเรียนปรับพื้นฐาน

หลังจากที่ส่งใบสมัครแล้ว เขาก็จะให้สอบทันทีเลย ในห้องรับรองนั่นแหละ ซึ่งปกติแล้วจะเป็น

การสอบวัดความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นข้อสอบแบบตัวเลือก ABCD ทั้งหมด

หลังจากสอบเสร็จ เขาจะตรวจและรู้ผลในทันที ซึ่งผลลัพท์จากการสอบจะมีอยู่ 4 กรณีดังนี้

1. กรณีแย่สุดๆ (ผมไม่มั่นใจนะครับ แต่น่าจะประมาณต่ำกว่า 50%)

เขาก็จะให้เลือกวันและเวลาที่สะดวก เพื่อเรียนปรับพื้นฐานแบบเข้มข้น (Intensive course)

เกี่ยวกับพื้นฐานของภาษาอังกฤษเป็นเวลารวมทั้งหมด 120 ชั่วโมง (Basic English 120 hrs.)

หมายความว่าเรียนวันละ 3-5 ชั่วโมงนะครับ ไม่ใช่เรียนที่เดียว 120 ชั่วโมง เดี๋ยวจะตายซะก่อน